วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2552

Chapter 10: Error Detection and Correction

Error Detection Techniques
เป็นเครือข่ายจะต้องสามารถทำการถ่ายโอนข้อมูลจากอุปกรณ์ หนึ่งไปยังอุปกรณ์อื่นๆได้อย่างถูกต้องและสมบูรณ์ แต่เครือข่ายไม่สามารถการันตีถึงข้อมูลที่ส่งไปยังปลายทางว่า จะเป็นข้อมูลที่เหมือนกับต้นทางที่ส่งมาหรือไม่ ข้อมูลอาจผิดเพี้ยนไปจากเดิม ในระหว่างการเดินทาง ซึ่งอาจเกิดจาก การรบกวนของสัญญาณที่มากจากระยะทาง ถูกการรบกวนหรือแทรกสอดของสัญญาณ สภาวะอากาศ แปรปรวน สิ่งเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อข้อมูลที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีกลไก ในการตรวจจับและแก้ไขข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งตามปกติ การตรวจจับข้อผิดพลาดและการแก้ไข (Detection and Correction) มีการนำมาใช้งานในลำดับชั้น Data Link Layer และ ลำดับชั้น Transport Layer ในแบบจำลอง OSI

การใช้บิตตรวจสอบ Parity Bit
เป็นวิธีหรือเทคนิคการตรวจจับข้อผิดพลาดอย่างง่าย โดยจะใช้ parity bit ซึ่งประกอบไปด้วยเลข 0 หรือ 1 ที่ปะท้ายเพิ่มเข้ามาอีกหนึ่งบิตเพื่อใช้เป็นบิตตรวจสอบ โดยมีวิธีการตรวจสอบอยู่ 2 วิธีคือ
- even parity
- Odd parity
Ex 1 0100110 (Even Parity)
Sol :
1. เติมบิต 1 เข้าไปเพื่อให้เป็นบิตคู่ (นับเลข 1) จะได้
01001101

ข้อเสียของ Parity Check
การตรวจสอบจะไม่พบข้อผิดพลาดเลย หากบิตข้อมูลเกิดผิดพลาดจำนวน 2 บิต หรือเกิดข้อผิดพลาดหลาย ๆ บิตที่เป็นบิตคู่ เช่น 2, 4, 6

Checksum
มีประสิทธิภาพมากกว่า Parity Check ใช้ Over head มากกว่า Parity Check Compute and send arithmetic sum Handles multiple bit errors Cannot handle all errors

วิธีการหาผลรวมหรือเรียกว่า Check sum นี้ จัดเป็นอีกวิธีหนึ่งของเทคนิคการตรวจสอบข้อผิดพลาดที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า การใช้บิตตรวจสอบ (Parity Bit Check) แต่จำเป็นต้องใช้ Overhead ที่มากกว่าแบบมากกว่าแบบ Parity Bit Check วิธี check sum นี้ฝ่ายส่งจะคำนวณหาผลรวมของข้อมูล และส่งไปพร้อมกับข้อมูล

สรุปการทำงานของ Check Sum
วีธี Check Sum นี้ ฝ่ายส่งจะคำนวณหาผลรวมข้อมูล และส่งไปพร้อมกับข้อมูล เมื่อฝ่ายรับได้รับข้อมูล ก็จะนำผลรวมนั้นไปตรวจสอบกับข้อมูลที่ได้รับมา ว่าถูกต้องตรงกันหรือไม่ สำหรับการคำนวณหาผลรวมข้อมูล ก็สามารถทำได้โดยง่าย โดยจะนำค่าของตัวเลขนั้นมารวมกัน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น